ที่มาของกิเลสตัณหา

ในที่นี้จะกล่าวถึงสิ่งที่จะดึงมนุษย์สู่ความต่ำต้อยและใกล้เคียงกับเดรัจฉาน   หากมนุษย์ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เพียงอย่างเดียว เช่น       -ปากท้อง

                                                                     -อวัยวะเพศ

                                                               -ลิ้น  เป็นต้น

  มนุษย์สามารถยืนหยัดอยู่กับอัคลาคที่ดี(นิสัยที่ดี)ได้    โดยการปฎิบัติแต่สิ่งที่ดีนั้นติดต่อกันจนซึมซับเข้าสู่หัวใจของเขา   ซึ่งจะแผ่ผลไปสู่ส่วนต่างๆของเรือนร่างด้วย  สืบเนืองมาจากว่าเรือนร่างและอวัยวะส่วนต่างๆของมนุษย์มีบทบาทสำคัญในการปฎิบัติดีและไม่ดีของมนุษย์     หากปฎิบัติแต่สิ่งที่ดีเขาก็จะได้อัคลาคที่ดีงามเก็บสะสม

ดังนั้น.....มนุษย์จะต้องตรวจตาดูและระมัระวังการบงการของหัวใจ และปฎิบัติตามอวัยวะส่วนต่างๆให้อยู่ในขอบเขตเสมอ   โดยเฉพาะในเรื่องราวของการ  บริโภค,  เรื่องเพศ , และเรื่องราวของการเสวนา(ลิ้น)   เพราะส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะถูกดึงให้ต้อยต่ำ  โดยเหตุผลที่มาจาก สาม สิ่งนี้   

ท่านศาสดา(ซล.)ได้กล่าวไว้ว่า ใครก็ตามที่ระมัดระวังตนเองจากท้อง , อวัยวะเพศ , และลิ้นของตนให้ห่างไกลจากด้านลบของมัน    เขาจะปลอดภัยจากทุกๆความโชคร้าย

 

กิเลสที่เกิดจากท้อง  คือ  กิเลสแห่งอาการอยากกิน

เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่า  ท้องคือ ที่มาแห่งกิเลสต่างๆ เป็นที่มาของความน่ารังเกียดต่างๆ และแม้กระทั้ง  กิเลสที่มาจากเรื่องเพศก็ยังมีที่มาจากท้อง     เพราะหากมนุษย์บริโภคมากก็จะมีอารมณ์ทางเพศมาก..........สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้มนุษย์มีความอยากได้มาซึ่ง  ทรัพย์สิน , ตำแหน่ง   และแล้วมนุษย์ก็พร้อมที่จะกระทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้มาสิ่งเหล่านี้....ทำให้คุณลักษณะชั่วร้ายอื่นๆตามมาด้วย  เช่น  ความอิจฉาริษยา , ความแก่งแย่งชิงดี , ความเอารัดเอาเปรียบ , ความเห็นแก่ตัว และหากเราไม่ได้ควบคุมบังเหียนแห่งกิเลสแล้ว  เขาจะถูกพาไปสู่ความหายนะในที่สุด

คุณลักษณะอันหน้ารังเกียดที่ถูกกล่าวไปแล้ว  ล้วนแล้วแต่มีผลลัพธ์ของการตกเป็นทาสอาการอยากของปากท้องทั้งสิ้น   ทว่าเมื่อใดก็ตามที่บ่าวของพระองค์ได้ปิดกั้นหนทางที่จะนำมาซึ่งกิเลสตัณหาอันมากมาบ   โดยการฝึกฝนให้ปากท้องได้รับการบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ   หรือฝึกฝนกายให้ได้พบกับความโหยหิวเสียบ้าง  มนุษย์จะพร้อมปฎิบัติตามบัญชาต่างๆของพระองค์ได้ดีกว่า  เพราะความอิ่มเอิบจนเกินไปเป็นที่มาของความละโลภละโมบจนในที่สุดมนุษย์ต้องตกเป็นทาสของดุนยา    แทนที่จะหันมาเลือกตะเตรียมเสบียงอาเครัตเสียบ้าง

 

ท่านศาสดา(ซล.) กล่าวว่า ลูกหลานที่แท้จริงของอาดัมจะไม่เติมท้องของตนเองให้เต็มไปด้วยอาหารอย่างทารุณ  แต่พวกเขาจักเพียงพอต่อไม่กี่คำ  เพื่อสร้างกำลังวังชาให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวต่อไปเท่านั้น  ดั่งนั้นพวกเขาจำเป็นต้องกินอาหาร   เมื่อต้องกินก็จงแบ่งท้องออกเป็น สาม ส่วนเท่าๆกัน  - หนึ่งสำหรับอาหาร

                             -อีกส่วนหนึ่งสำหรับน้ำ    

                                           -ส่วนสุดท้ายสำหรับหายใจ 

อีกรายงาน กล่าว่า จงอย่าทำให้ท้องใส้ของตนเต็มเปี่ยมไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มให้มากจนเกินพิกัด  เพราะมนุษย์เสมือนกับเรือกสวนไร่นา ที่ถ้าหากให้ปุ๋ยหรือน้ำมากจนเกินไปก็จักทำให้ผลผลิตเสียหาย  ตายหรือใบเหลืองแห้งได้

อีกรายงาน กล่าว่าผู้ที่มีความหิวโหยและความคิดความอ่านของเขามีมากก่าผู้อื่น  คือ  ผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่งกว่า ณ. ทัศนะของพระองค์  และผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับการกินการนอนมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในความกริ้วของพระองค์

ท่านอิมามญะญะฟัร อัศศอดิก(อ.) กล่าวว่า ลิ้นที่สงบและท้องที่หิ้วกริ่วคือ ที่รักของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นโทษต่อผู้ศรัทธาได้มากเท่ากับการกินจุ   ซึ่งการกินจุเป็นที่มาของคุณลักษณะอันเป็นโทษต่อมนุษย์ คือ   1.มนุษย์มีจิตใจที่มืดบอดยากที่จะเข้าสู่สัจธรรม

                2.เขาจะเป็นบุคคลที่มากด้วยกิเลสตัณหา

 

ในขณะที่ผู้กินน้อยจะนึกถึงอาหารจิตวิญญานบ้าง  ซึ่ง ณ. จุดนี้เหล่าผู้รู้เท่าไม่ถึงการต่างพากันมีความเห็นว่า  ดังนั้นมนุษย์ถึงควรหลีกเหลี่ยงการกินให้มากที่สุด และต้องลุกขึ้นต่อสู้กับความต้องการทางธรรมชาติอย่างจริงจังเสียที   โดยจำกัดเวลาในการบริโภคอาหารและหลีเหลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรถชาติอร่อย

ซึ่งกลุ่มปัญญาชนที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะรู้ว่าสิ่งที่   สถาบันอัคลาคต้องนั้นไม่ใช่การหลีกเหลี่ยงจากอาหารโดยปราศจากความสมดุลย์  ซึ่งจะเป็นโทษต่อร่างกายภายหลัง  แต่สิ่งที่มนุษย์ควรพึงปฎิบัติไว่เสมอในทุกๆหัวข้อของการดำรงชีวิต  มนุษย์ควรที่จะยึดเอาความพอดีเสียจะถูกต้องกว่า  ดังนั้นจะต้องระมัดระวังการบริโภคของตนให้อย่ในสภาวะสมบรูณ์แบบ  ได้รับประโยชน์จากอาหารทุกหมู่  ในขณะเดียวกันก็ไม่มากเกินความพอดีหรือรู้สึกอึดอัดหลังรับประทานอาหาร  แทนที่จะรู้สึกมีกำลังที่จะดำเนินชีวืตต่อไป   และไม่น้อยจนเกินไปจนทำให้เป็นที่มาของโรคขาดสารอาหารต่างๆ  ดังนั้นจงบริโภคให้เพียงความหิวถูกประทังไป  เมื่อมีความรู้สึกไม่หิว มนุษย์จักได้มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับเหล่าฑูตสวรรค์  ที่พวกเขาไม่หิวและจะไม่กระหาย  และบรรดามาลาอีกะห์ยังห่างไกลการกอนจุอีกด้วย

 

ลุกมาน ได้กล่าวกับลูกชายของตนว่า  :โอ้ลูกรัก  เมื่อเจ้าเพิ่มเติมท้องไส้ของเจ้าให้เต็มไปด้วยอาหาร  เท่ากับว่าเจ้าได้ปิดตาของเจ้าลง  และเจ้าได้ตัดลิ้นแห่งวิทยญานของเจ้าเอง  และราวกับเจ้าได้ตรึงเรือนร่างและอวัยวะของตนไว้ให้หยุดนิ่งจากทุกๆการงาน

 

ประโยชน์จากการบริโภคอย่างพอดี

-จิตใจแจ่มใส ร่าเริง

-มีความผาสุขที่ไดปฎิบัติตามคำบัญชาของพระองค์

-จะรำลึกถึงความหิวโหยในวันกิยามัต

-ได้ทำลายล้างพลังแห่งกิเลสตัณหา

-ได้นอนอย่างพอดีและตื่ยง่าย

-ชีวิตยืนยาว

-มีความกระปี้กระเปร่าต่อการทำอามั้ล อิบาดะห์ ทำสิ่งดีๆ

-ห่างไกลจากโรคภัยทั้งปวง

-เป็นที่รักของพระองค์

ท่านศาสดา(ซล.) กล่าวว่า การกินจุ คือที่มาของโรคภัยและ  การกินอย่างพอดี คือ ยารักษาทุกโรค

           


อ่านต่อ...

เรียนมารยาทจากคนไร้มารยาท

เรียนมารยาทจากคนไร้มารยาท

     คร่าวก่อนเราได้พูดถึง การขัดเกลาตนเองและวิธีการขัดเกลาตนเองไปแล้ว ณ.บทเรียนนี้จะกล่าวถึงวิธีการได้มาซึ่งกิริยามารยาทอันดีงาม

     เพื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดบ่าวคนใดเป็นพิเศษ สิ่งแรกที่พระองค์ทรงประทานให้เขาคือ  ตาทิพย์

ซึ่งสิ่งแรกที่พระองค์ทรงอนุมัติให้บ่าวผู้นั้นมองเห็นได้ด้วยตาทิพย์ คือ จุดบกพร่องและความน่าเกียดน่าชังต่างๆนานาที่มีอยู่ในตัวของเขา

   

ใครก็ตามที่ได้ตาทิพย์นี้มาเขาจะสามารถมองเห็นทุกๆข้อผิดพลาดของตนเองในทุกระเบียนนิ้ว  จะไม่มีความผิดใดเล็ดลอดสายตาของเขาไปได้และเมื่อเขามีโอกาสได้รับรู้     ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการแก้ไขยิ่ง...แต่ทว่าน่าเสียดายที่มนุษย์ส่วนใหญ่     กลับมองไม่เห็นความผิดพลาดของตนเอง     และแทนที่จะรุดหน้าเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของตนเอง      มนุษย์ส่วนใหญ่กลับจะมามัวเสวนาอยู่กับความผิดพลาดของผู้อื่น     จนเห็นได้ว่าจะเป็นการ ติ  เพื่อทำลายเสียมากกว่า  ติเพื่อก่อ

 

หรือหากมนุษย์ต้องการที่จะรับรู้ถึงความบกพร่องของตนเองอยู่เสมอ  เขาก็ควรมีสหายที่ดีไว้ซักคนหนึ่งซึ่งจะต้องเป็นคนที่มีอัคลากอิสลาม(นิสัยที่ดี)     เพื่อที่จะได้คอยสังเกตุพฤติกรรมทุกระเบียบนิ้วของเขา  และเมื่อเจอความผิดพลาดจะได้ตักเตือนเขา     หรือในอีกทางหนึ่งที่จะทำให้มนุษย์สามารถรู้ถึงจุดบกพร่องของตนเองได้ คือ  จากการรับฟังคำบอกเล่าของศัตรู  เพราะแน่นอนศัตรูย่อมจ้องทำลายล้างและรอคอยความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นจากตัวเรา  เพื่อที่จักได้ตอกย่ำซ้ำเติอโดยพลัน

ทว่า..............คนส่วนใหญ่จะมองข้ามในจุดนี้ไป  เพราะจะตีความว่า    คำกล่าวที่มาจากศัตรูเป็นสิ่งที่ไม่ควรเชื่อถือ   ทั้งๆที่ในบางครั้งการชี้จุดบกพร่องของมนุษย์ที่มาจากศัรตูนั้นจะชัดแจ้งกว่า    การบอกกล่าวตักเตือนของมิตรสหายเสียอีก

     

         ทว่าบุคคลที่มีตาทิพย์เท่านั้นจะยอมรับว่าการชี้ชัดของศัรตูและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์     เพื่อจักได้ขจัดของบกพร่องนั้นๆของตนให้หมดไป     มนุษย์สามารถปฎิบัติได้เกี่ยวกับประเด็นนี้  คือ  การพบปะสังสรรค์  คบค้าสมาคม   กับคนมากหน้าหลายตา  หลายหมู่เหล่า  เพื่อเรียนรู้ถึงคุณความดี และ ความไม่ดีควบคู่ไปด้วย   โดยใช้การแยกแยะของสติปัญญาและความรู้สึกเป็นหลักในการตัดสินใจ   หากพบพานสิ่งใดที่น่าปราบปลื้มยินดีมองดูแล้วน่านำมาเป็นแบบอย่าง   สร้างความชุ่มชืนให้กับหัวใจและจิตวิญญาน   ก็จงรู้ไว้ว่านั้นคือความดีงามที่ควรปฎิบัติ.............แต่.....หากสิ่งที่พบเห็นกลับมองดูน่ารังเกียจ  สร้างความหดหู่ให้กับชีวิตจิตใจและตรงกันข้ามกับสติปัญญา  ก็จงร็ไว้อีกว่า    สิ่งเหล่านั้นควรแก่การหลีกเหลี่ยงที่จะกระทำเหมือดังที่เห็นมาแล้ว................ 

 

หากสังคมมนุษย์กระทำได้เพียงเท่านี้   ก็คงจะไม่มีความจำเป็นใดๆกับการสั่งสอนของครูบาอาจารย์กับการเล่าเรียนกิริยามารยาทใดอีกเลย

เมื่อท่านนบี อีซา(อ.)  ถูกถามว่า  ท่านเรียนมารยาทจากใคร   ผู้ใดหรือ?  ท่านตอบว่า  ฉันมิได้เรียนจากใครนอกเสียจาก  การสังเกตุความโง่เขล่าเบาปัญญาของคนไร้ปัญญา  และฉันได้หลีกหนีให้ห่างไกลจากมัน


อ่านต่อ...

คุณลักษณะต่างๆกับการเปลี่ยนแปลง

         มาตรว่าเพื่อการอบรมบ่มนิสัยของมนุษย์นั้น มนุษย์จำเป็นจะต้องต่อสู้ บากบั่น และพยายามเอาชนะอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเองได้ เพราะหากมนุษย์ปล่อยว่างแม้แต่เพียงเสี่ยววินาทีเดียวของชีวิต นัฟซูหรืออารมณ์ใฝ่ต่ำจะฉุดกระชากเขาลงสู่เบื้องลึกแห่งความชั่วช้าสามาลย์ทันที แม้นว่าจะมีชนบางกลุ่มที่ปล่อยปะละเลยการขัดเกลาตน โดยไม่คำนึงถึงว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขากำลังใกล้เคียงความเป็นสัตว์เดรฉารขึ้นทุกที  พวกเขาจะหลีกหนีต่อสู้กันนัฟซูของตนเอง  และพวกเขาก็สรุปการขัดเกลาและอบรมจริยธรรมว่าเป็นเรื่องยากและเป็นไปไม่ได้ที่จะกระทำ 

           ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยสันดานเดิมของมนุษย์จะเป็นเรื่องยาก   ซึ่งต้องอาศัยความบากบั่นระมัดระวังเพรียงใดแต่อัตราการเสี่ยงของมนุษย์ที่มีต่อความหลงผิดและมืดมน อุลตรการในชีวิตก็มีมากเพียงนัน  สืบเนืองจากว่า  หากมนุษย์เพิกเฉยต่อการขัดเกลาตนให้อยู่ในครรลองครองธรรมของนโยบายแห่งพระผู้เป็นเจ้า เขาก็จะหลุดจากวงโครจรแห่งความถูกต้องเที่ยงธรรมที่จะนำพาเขาไปสู่ความผาสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ทว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมิทรงคาดคั่นสิ่งใดที่เกินความสามารถของปวงบ่าว เว้นแต่หากมีบัญชาเน้นมาในเรื่องใด นั่นจะบ่งถึงคุณประโยชนย์ที่จะได้รับจากการปฎิบัติตามสิ่งนั้นต่างหาก

ประเด็นต่อไปนี้จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงข้างต้นโดยพวกเขาให้เหตุผลว่า

1 อัคลาค หรือคุณสมบัติ  คือ สถานภาพด้านในภายในจิตใจของมนุษย์ และตัวตนของมนุษย์  ซึ่งจะเหมือนกับรูปสมบัติอันเป็นรูปแบบการถูกสร้างของมนุษย์ทั้งสองจะถูกลี่ยนแปลงไม่ได้

2 เพื่อการได้มาซึ่ง  อัคลาค ที่ดีงามนั้น มนุษย์จำเป็นต้องขจัดทำลายล้างกิเลตัณหาของตนเองให้สิ้นซาก และจะต้องหันหลังให้กับเรื่องราวแห่งดุนยาชนิดถอนรากถอนโคน  ซึ่งแน่นอนที่สุดการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติอย่างนั้น  เพราะการต่อสู่กับนัฟซูให้ได้ชัยชนะอย่างบริบรูณ์นั่น  มนุษย์จะต้องทำจิตใจให้ว่างจากความต้องการทางด้านดุนยาทั้งหมดของเขา ซึ่งนี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ยากจะกระทำเช่นกันจะเป็นไปได้อย่างไรที่มนุษย์ต้องอาศัยโลกดุนยา นี้แล้วจะต้องมีความต้องการใดๆและหันหลังให้กับ เนี้ยะมัต ความบรมสุขต่างๆที่พระองค์ประทานให้มา?

คำตอบข้อปัญหา

 หากอัคลาค(นิสัย,สันดาน) ของมนุษย์เป็นสิ่งที่เปลี่ยแปลงไม่ได้จริง  แล้วจะมีการอบรมสั่งสอนแนะนำจากบรรดาอุละมาล์ผู้รู้เกียวกับประเด็นนี้ไว้ทำไม  วิชาการอันสูงส่งจากพวกเขาจะเป็นโมฆะกระนั่นหรือ! พระองค์ทรงตรัสไว้ในซูเราะ  ชัมส์ อายะที่ 9-10 ว่า

แน่แท้ผู้ชำระตนจนสะอาดเขาย่อมต้องได้รับชัยชนะและผู้ยังคงหมักหมมอยู่เขาย่อมขาดทุน

อะไรคือข้อพิสูจน์ที่แน่แท้จริงว่า  อุปนิสัยสันดานของมนุษย์เปลี่นแปลงไปไม่ได้ในเมื่อเราสามารถพบเห็นความเปลี่ยนแปลงในหมู่ปศุสัตว์ที่ถูกฝึกมาอย่างดี  เช่น......

 กวางป่าสงวนที่ค่อนข้างจะตื่นตัวอยู่เสมอ แต่เมื่อมันได้ใกล้ชิดกับมนุษย์มากๆกวางก็จะสงบสงและกลายเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อว่า เชื่อง ที่สุดหรือหมาป่าที่ช่วยในการล่าสัตว์ของนายพราน ซึ่งโดยสันดานแล้วหมาป่าพวกนี้จะกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร  แต่หลังจากฝึกฝนนายพรานจะพบว่า นอกจากมันจะไม่กินเหยื่อของเจ้าของแล้ว  มันยังคาบกลับมาอย่างระมัดระวังที่สุด !!!!!

ตัวอย่างทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงความเปลี่นแปลงได้ของอุปนิสัย สันดาน ซึ่งอย่าว่าแต่มนุษย์แม้แต่ในปศุสัตว์ก็เป็นไปได้ที่จะกระทำ..........

   หากจะแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นสองจำพวก

จำพวกแรก  คือ สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์และมนุษย์ไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือสิ่งต่างๆเหล่านั้น เช่น ท้องฟ้า และการโครจรของดวงดาว กลไกลเรือนร่างของมนุษย์เองทั้งภายในและภายนอก เหล่านี้คือสิ่งมีชีวิตซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในลักษณะสมบรูณ์แบบในตัวตน จึงไม่จำเป็นต้องการควบคุมใดๆ

จำพวกที่สอง  คือ สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาในลักษณะที่ไม่สมบรูณ์  ทว่าแรงพลังของความสมบรูณ์แบบของสิ่งเหล่านั้นจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบเพื่อความสมบรูณ์แบบของมนุษย์จะมีบทบาทสำคัญเกียวกับประเด็นนี้ด้วยในบางครั้ง  เช่น.....

   เมล็ดพันธุ์ที่ต้องเพาะเพื่อขยายพันธุ์และเพื่อการเจิญเติบโต  ณ จุดนี้ยังคงคือ  เมล็ดพืชและมนุษย์ผู้เป็นเกษตรกรควบคุมดูแลในเรื่องของการเพาะพันธุ์มันก็จะกลายสภาพเป็นผลแอปเปิ้ล หรือ อิทผลัมได้อย่างสมบรูณ์แบบ

ในขณะเดียวกันการระมัดระวังและขั้นตอนอันถูกต้องก็จำเป็นต่อการควบคุมดูแลเป็นที่สุดเพราะหากควบคุมดุแลผิดวิธี  ผลลัพธ์ที่จะได้ก็จะไม่ตรงเป้าหมายที่คาดหวังเอาไว้

เมล็ดพันธุ์พืชต้องการการควบคุมดูแลเอาใจใส่ต่อเกษตรกร  แต่ขณะเดียวกันก็มีการเจริญเติบโตของตนเองด้วย.....กิเลสตัณหาก็จำเป็นต้องควบคุมดูแลเช่นกัน

เพราะฉะนั้นการควบคุมกิเลส อารมณ์ให้อยู่ในความสมดุลย์พอเหมาะพอดีต่างหากที่ อิสลามต้องการจากมนุษยชาติ สิ่งที่เราต้องการจากอารมณ์โกธร คือเมื่อเวลาที่เราจะต้องปกป้องตัวเองหรือเผชิญหน้ากับภัยอันตราย อารมณ์โทสะจะแสดงออกมาด้วยความกล้าหาญและควบคู่ไปกับสติปัญญา  เพราะหากหลุดออกจากการควบคุมอารมณ์ของสติปัญญา มนุษย์จะใช้โทสะไปในทางที่ผิด

ดังนั้นจะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะฆ่านัฟซูของตัวเองให้ราบคาบ  แม้ในบรรดานบีและอะอิมมะห์ผู้บริสุทธิ์ก็ยังมีเรื่องราวแห่งกิเลสและอารมณ์  ทว่าพวกเขาควบคุมมันได้อย่างแน่นหนา และอารมณ์ต่างๆเหล่านั้นจะไม่นำพวกท่านเหล่านั้นให้ต้องหันเหออกจากหนทางแห่งตักวาและอีหม่านแม้แต่น้อยซึ่งพวกท่านเหล่านั้นจะใช่ไปในทางที่ถูกต้องเสมอ

รายงานตามประวัติศาตร์บันทึกไว้ว่าทุกครั้งที่มีการถกเถียงกันในเรื่องราวที่ไร้สาระต่อหน้าท่านนบี  ท่านจะแสดงอาการโกธรออกมาอย่างเห็นได้ชัดโดยสีหน้าอาการของท่าน

เพราะฉะนั้นในการควบคุมกิเลสตัณหานั้นจะมีรูปแบบของการตัดขาดชนิดถอนรากถอนโคนไม่ได้  เพราะโดยธรรมชาติแล้ว กิเลสตัณหาจะมีบทบาทของตน หากปราศจากการควบคุมดูแลให้แสดงบทบาทของตนในลักษณะที่ถูกต้อง  อยู่ในขอบเขตการเจริญเติบโตของมันจะเป็นการเจริญเติบโตที่ไม่สมบรูณ์แบบ  ราวกับต้นแอปเปิ้ลที่ไม่ได้ผลหรือให้ผลที่ไม่สวยงาม ไม่หวานนั้นเอง

ดั่งนั้นความเชื่อที่ว่า  เพื่อการขัดเกลาตนมนุษย์จะต้องทำลายอารมณ์แห่งกิเลสตัณหาของตนให้สิ้นซาก  ซึ่งมันเป็นความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอิสลาม  เพราะอันที่จริงอารมณ์แห่งกิเลสคือสิ่งที่สำคัญที่จะขาดไปไม่ได้  สำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์  เช่น  หากมนุษย์ไร้อารมณ์อยาก,หิว,มนุษย์ก็จะต้องตายลงไป เพราะมิได้บริโภคอาหารอันเป็นปัจจัยยังชีพที่สำคัญ  หรือ หากมนุษย์ปราศจากความใคร่แล้วไวร้มนุษย์ก็จะไม่มีทายาทสืบสกุลและพันธุกรรมแห่งมนุษย์ก็จะหมดสิ้นไป  หรือหากมนุษย์ปราศจากอารมณ์แห่งโทสะมนุษย์ก็จะไม่รู้จักป้องกันตนเองจากภัยอันตราย  และคงจะไม่รู้จักการตอบโต้ที่พึ่งมีแก่ศัตรู......หรือหากปราศจากอารมณ์แห่งรัก โลกนี้ก็คงปราศจากคุณงามความดี ความเสียสละ  ความเอาใจใส่ดูแล ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพราะความรักเป็นแหล่งที่มาแห่งความดีงามทั้งหลาย

บรรดาผู้ซึ่งระงับความโกธร  ซึ่งตามอายะแล้วนั้นพระองค์มิได้ทรงกล่าวถึงผู้ที่ไร้ซึ่งความโกธร  แต่ทรงกล่าวถึงผู้มีความโกธรและเขาสามารถระงับไว้ได้

และในบางครั้ง อารมณ์แห่งกิเลสตัณหาเหล่านี้จะพวยพุ่งสู่อำนาจสูงสุดจนทำให้มนุษย์ต้องลืมตนและหลงระเริงอยู่กับเรื่องราวของดุนยาแห่งการแสวงหาความสนุกสนานเพลิดเพลินไปเพียงวันๆ  หรือไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเททั้งกายและใจเพียงเพื่อการมุ่งสะสมทรัพย์ศฤงคารโดยไม่ยั่งคิดถึงความเป็นสองภาคของตนเอง

แน่แท้ผู้ที่หลงระเริงอยู่ในดุนยาเขามิอาจรู้ได้ว่า  ความหายนะอันนิรันดร์กาลมาสู่เขาและจะไม่มีใครช่วยเหลือเขาได้เว้นเสียแต่ว่าเขาจะรู้สึกตัวเสียตั้งแต่วันนี้!!!!!

’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’


อ่านต่อ...

สาส์นท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ถึง อิสมาอีล ฮะนียะฮฺ

 

           ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้ส่งสาส์นถึง ฯพณฯ อิสมาอีล ฮะนียะฮฺ นายกรัฐมนตรีรัฐบาลที่ชอบธรรมของหะมาส ด้วยการชี้ให้เห็นถึงความพ่ายแพ้ของกองทัพที่ทันสมัยของลัทธิไซออนิสต์เมื่อเผชิญกับ “ความอดทน ความกล้าแกร่ง และความเสียสละ” ของบรรดามุญาฮิดีนผู้ทรนงองอาจ และประชาชนผู้ถูกอธรรมชาวฆ็อซซะฮฺ โดยท่านผู้นำสูงสุดได้ย้ำในตอนหนึ่งว่า “ความอดกลั้นที่ ฯพณฯ และมุญาฮิดีนผู้ทรนงองอาจ และบรรดาผู้พลีชีพ และประชาชนชาวฆ็อซซะฮฺทุกคนได้อดทนต่อวิฤติการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาชญากรสงครามของโลกและหน้าประวัติศาสตร์ได้ก่อกรรมทำเข็ญต่อพวกท่านมาเป็นเวลา 20 วัน ถือเป็น “ธงแห่งเกียรติยศ”ที่โบกสะบัดเหนือประชาชาติอิสลาม”

 

ต่อไปนี้คือสาระโดยสมบูรณ์ของสาส์นดังกล่าว

 

 

بسم الله الرحمن الرحيم

 

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตานิจนิรันดร

 

ฯพณฯ อิสมาอีล ฮะนียะฮฺ น้องชายเลือดนักสู้ (มุญาฮิด)

 

سلام عليكم  بما صبرتم

 

ศานติพึงมีแด่ท่านในสิ่งที่ท่านได้อดกลั้น

 

ความอดกลั้นที่ ฯพณฯ และมุญาฮิดีนผู้ทรนงองอาจ และบรรดาผู้พลีชีพ และประชาชนชาวฆ็อซซะฮฺทุกคนได้อดทนต่อวิฤติการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาชญากรสงครามของโลกและหน้าประวัติศาสตร์ได้ก่อกรรมทำเข็ญต่อพวกท่านมาเป็นเวลา 20 วัน ถือเป็น “ธงแห่งเกียรติยศ” ที่โบกสะบัดเหนือประชาชาติอิสลาม ท่านทั้งหลายได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยพลังศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันกิยามะฮฺ และจิตวิญญาณที่หนักแน่น และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมุสลิมที่จะไม่มีวันศิโรราบรับความอัปยศและจำนนต่อความอธรรมและการกดขี่บีฑา พลังศรัทธาที่เผชิญหน้ากับเผด็จการทรราชและเหล่าอันธพาลที่มีกองทัพที่ทันสมัย ให้จนตรอกและประสบกับความอัปยศ

 

กองทัพที่ครั้งหนึ่งในอดีตได้เคยถล่ม 3 ประเทศอรับที่เกรียงไกรให้ยอมศิโรราบภายในเวลาแค่เพียง 6 วัน แต่ต้องมาประสบกับความอัปยศติดหล่ม ณ ธรณีประตูฆ็อซซะฮฺ เมื่อเผชิญหน้ากับการเสียสละและอุดมการณ์พลีชีพของพวกท่านเป็นเวลา 20 วัน จงสืบสานศักดิ์ศรีแห่งความทรนงองอาจในวิถีศรัทธา จงมอบหมายต่ออัลลอฮฺ จงเชื่อมั่นในพันธสัญญาของพระองค์ จงอดทน จงกล้าแกร่ง และจงเสียสละในวิถีทางนี้ต่อไปเถิด เพราะ ณ วันนี้ มุสลิมทั้งผองกำลังเดินตามวิถีทางของพวกท่าน ญิฮาด (สงครามศักดิ์สิทธิ์) ที่พวกท่านได้ยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ ได้ประจานอเมริกา , ลัทธิไซออนิสต์ , เหล่าผู้สนับสนุนพวกมัน , องค์การสหประชาชาติ และเหล่ามุนาฟิกีน (พวกสับปลับกลับกลอก – พวกหน้าไหว้หลังหลอก) ที่แฝงตัวอยู่ในประชาชาติอิสลามให้ประสบกับความอัปยศอดสูแล้ว

 

ณ วันนี้ ไม่เพียงแต่ประชาชาติมุสลิมเท่านั้นที่ยอมรับในสิทธิอันชอบธรรมของพวกท่าน ทว่า ประชาชนทั้งในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาอีกเป็นจำนวนมากที่ประจักษ์ถึงสิทธิอันชอบธรรมของพวกท่าน ณ วันนี้ พวกท่านได้ประสบชัยชนะแล้ว และด้วยการยืนหยัดอย่างทรนงและมีศักดิ์ศรี พวกท่านจะสามารถสร้างความอัปยศและความอัปราชัยให้ศัตรูผู้สถุลรุณชาติและเป็นปฏิปักษ์กับมนุษยชาติอย่างแสนสาหัสยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอน อินชาอัลลอฮฺ

 

ท่านทั้งหลาย พึงตระหนักเถิดว่า

 

ما وَدَّعَك رَبُّك و ما قَلي

 

“พระผู้อภิบาลของเจ้ามิทรงทอดทิ้งเจ้า และมิทรงกริ้วเจ้าแต่อย่างใด”

 

และท่านทั้งหลาย พึงตระหนักเถิดว่า

 

و لَسَوفَ يُعطِيك رَبُّكَ فَتَرضَي

 

“และในไม่ช้าพระผู้อภิบาลของเจ้าจะทรงประทานแก่เจ้าจนเจ้าพึงพอใจอย่างแน่นอน”

 

อินชาอัลลอฮฺ

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์เลือดและโศกนาฏกรรมที่ประสบกับพี่น้องชาวปาเลสไตน์ที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ๆ ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกอยุติธรรมนั้น ทำให้หัวใจทุกดวงของพวกเราโชกชุ่มไปด้วยโลหิต วิกฤติการณ์ร้ายแรงจากน้ำมืออันโสมมของจอมอาชญากรผู้ปล้นสดมภ์ปาเลสไตน์ ซึ่งสถานีโทรทัศน์ทุกช่องของเราได้ถ่ายทอดสดให้เห็นทุกวันซ้ำแล้วซ้ำเล่าวันละหลายรอบนั้น สร้างความปริวิตกและความเจ็บปวดรวดร้าวแก่ประชาชาติของเราอย่างแสนสาหัส

 

اَعظَمَ الله لَكُم الجَزاء  وَ عَجَّل لَكُم النَّصر

 

“ขออัลลอฮฺทรงประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่แด่ท่าน

และทรงช่วยเหลือท่านโดยพลันด้วยเทอญ”

 

ท่านทั้งหลาย พึงตระหนักเถิดว่าพันธสัญญาของอัลลอฮฺนั้นสัตย์จริงเสมอ ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า

 

وَ لَيَنْصُرَنَّ اللَّهُ مَنْ يَنْصُرُهُ إِنَّ اللَّهَ لَقَوِيٌّ عَزِيز

“และอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์

แท้จริง อัลลอฮฺ ทรงมหิทธานุภาพ ทรงเกียรติเกรียงไกร”

 

وَ مَن جاهَد فَانّما يُجاهِدُ لِنَفسه

“และใครที่ดิ้นรนต่อสู้ แท้จริง เขาได้ดิ้นรนต่อสู้เพื่อตัวเขาเอง”

 

เหล่าพวกอรับผู้ทรยศทั้งหลาย จงรู้ไว้เถิดว่า ชะตากรรมของพวกเขาจะไม่มีชะตากรรมดีไปกว่าพวกยะฮูดีย์ใน “สงครามอะหฺซาบ” อย่างแน่นอน ดังที่อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

و اَنزَلَ الَّذين ظَاهَرُوهُم مِن اَهلِ الكِتَاب وَ مِن صَيَاصِيِهم ...

 

 

“พระองค์ทรงให้ชาวคัมภีร์ (พวกยิว) ที่ช่วยเหลือพวกเขา (พวกบูชาเจว็ด) ลงมาจากป้อมปราการของพวกเขา และทรงบรรจุความหวาดกลัวในหัวใจของพวกเขา”

 

ประชาชาติทั้งหลายยืนอยู่เคียงคู่กับ “มุญาฮิดีนฆ็อซซะฮฺ” ทุกรัฐบาลที่มีพฤติกรรมสวนทางกับการดิ้นรนต่อสู้นี้ ก็เท่ากับกำลังสร้างช่องว่างระหว่างตนกับประชาชนของตนให้ถ่างออกไปยิ่งขึ้นนั่นเอง และชะตากรรมของรัฐบาลที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ย่อมเป็นที่ชัดเจน มาตรว่าผู้ปกครองเหล่านั้นคำนึงถึงชีวิตและศักดิ์ศรีของตน ก็จงรำลึกถึงวจนะของท่านอมีรุลมุอ์มินีน อลัยฮิสลาม ที่ได้วจนะไว้ว่า

 

المَوتُ في حَياتِكُم مَقهورين

 

 وَ الحَياةُ في مَوتِكم قاهِرين

 

“ความตายที่แท้จริง คือการที่ท่านมีชีวิตอย่างผู้พ่ายแพ้

และการมีชีวิตที่แท้จริง คือการที่ท่านตายอย่างผู้มีชัย”

 

ข้าพเจ้าขอกล่าว “ศานติ” แด่ ฯพณฯ และบรรดานักต่อสู้ชาวฆ็อซซะฮฺ และประชาชนผู้ถูกอธรรมและยืนหยัดของ ฯพณฯ ทุกคน และถือเป็นภาระหน้าที่ที่ข้าพเจ้าจะต้องยืนหยัดเคียงข้างความเพียรพยายามทั้งหลายที่สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะให้การสนับสนุน ฯพณฯ ต่อไป และข้าพเจ้าจะวิงวอนขอพรให้ท่านทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืน ขออัลลอฮฺ ผู้ทรงเกียรติเกรียงไกร ผู้ทรงมหิทธานุภาพ ทรงประทานความอดทน และความช่วยเหลือแด่ท่านทั้งหลายด้วยเทอญ

 

 

 

و السلام عليكم و علي عباد الله الصالحين و رحمة الله و بركاته

 

 

“ขออัลลอฮฺทรงประทานศานติ ความการุณย์ และความจำเริญ แด่ท่านและปวงบ่าวผู้เป็นกัลยาณชนของพระองค์ด้วยเทอญ”

 

สัยยิดอะลี หุสัยนีย์ คอเมเนอีย์

 

15 มกราคม 2009 / 18 محرم 1430

 

ที่มา : http://www.leader.ir/langs/fa/index.php?p=contentShow&id=4679

 




อ่านต่อ...